วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2558
การยืมคำภาษาบาลีและสันสกฤต
การยืมคำภาษาบาลีและสันสกฤต
ภาษาบาลีและสันสกฤต ที่ใช้อยู่ในภาษาไทยมีดังนี้
1. ศัพท์ที่เกี่ยวกับศาสนา เช่น ศาสนาใช้ภาษาบาลี ศาสนาพราหมณ์ใช้ภาษาสันสกฤต เช่น
ธรรม ศาสดา อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ปรมาตมัน นิพพาน ไกรวัล
2. ชื่อและนามสกุลคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักใช้ภาษาบาลีสันสกฤต เช่น อานันท์ สมัคร ทักษิณ
วรรณพร สุทธิภา ประภัสสร
3. ศัพท์ในวรรณคดี เช่น รามาย.ระ รามเกียรติ์ มหาภารตยุทธ
4. ใช้ในคำราชาศัพท์ ศัพท์สุภาพทั่วไป เช่น พระโอษฐ์ พระบรมราโชวาท ครรภ์ ศรีษะ
5. ใช้ในศัพท์วิชาการ เช่น ประชามติ ญัตติ ปัจเจกบุคคล สารัตถะ เอกภพ ปรพากษ์ สัทพจน
วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558
การสังเกตคำที่มาจากต่างประเทศ
การสังเกตคำที่มาจากต่างประเทศ
สาเหตุที่มีการยืมคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย
1. เกิดจากความสัมพันธ์กับต่างประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตใกล้เคียงกัน เช่น
มอญ เขมร จีน มลายู
2. เกิดจากการติดต่อค้าขายกัน เช่น จีน โปรตุเกส มลายู อังกฤษ ฝรั่งเศษ สเปน
3. เกิดจากความสัมพันธ์ทางการฑูต
4. เกิดจากความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและศาสนา เช่น วัฒนธรรมอินเดีย เขมร
จีน ศาสนา พราหมณ์ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
5. เกิดจากความเจริญทางด้านการศึกษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น
นี่ก็เป็น สาเหตุที่ทำให้เกิดการยืมคำจากประเทศอื่นมาใช้ในประเทศไทยน้ะค้ะ
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสร้างคำโดยนำวิธีการของภาษาอื่นมาใช้
การสร้างคำโดยนำวิธีการของภาษาอื่นมาใช้
1. การใช้อุปสรรค 2. การใช้ปัจจัย
3. การใช้วิภัตติ 4. การสมาส
5. การสนธิ 6. การแผลงคำ
วันนี้เราจะมาดูหัวข้อที่ 1 กันก่อนน้ะค้ะ ก็คือ การใช้อุปสรรค เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
1. การใช้อุปสรรค
อุปสรรคเป็นพยางค์ที่ใช้สำหรับประกอบ เช่น ทุนิป ประอุป อธิ อติ เป็นต้น ทำให้ศัพท์มีความหมาย
เปลี่ยนแปลงไปเป็นวิธีการเพิ่มศัพท์ของภาษาบาลีและสันสฤต เช่น
ทุกรกิริยา ทุจริต ทุคติ ทุภาษิต ทุพภิกขภัย ประการ ประกาศ ประณม
ประณาม ประณีต ประทีป ประเทศ ปฎิกิริยา ปฎิญญา ปฎิพากย์ ปฎิโลม ปฎิวัติ ปฎิเสธ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสนธิ2
การสนธิ
ต่อจากเมื่อวานน้ะค้ะ
3. เปลี่ยนสระที่ท้ายคำกน้า อิอี เป็น ย อุอู เป็น ว เสียก่อนแล้วสนธิตามหลักข้อ 1 และ 2
มติ + อธิบาย = มตยาธิบาย
อธิ + อาศัย = อัธยาศัย
ธนู + อาคม เปล่ี่ยน อู เป็น ว เป้น ธนว สนธิ เป็น ธันวาคม
พยัญชนะสนธิ
คือคำบาลีสันสฤตที่นำมาสนธิกับพยัญชนะมีหลักดังนี้
1. คำทีี่ลงท้ายด้วย สสนธิ กับ พยัญชนะ เปลี่ยน ส เป็น โ- เช่น
มนัส + มัย = มโนมัย
มนัส + กรรม = มโนกรรม
2. อุปสรรค ทุสุ กับ นิสุ สนธิ กับ พยัญชนัเปลี่ยน ส เป็น ร เช่น
ทุส + ชน = ทรชน
นิส + คุณ = เนรคุณ นิรคุณ
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสนธิ
การสนธิ
การสนธิคือการประสมคำของภาษาบาลีสันสฤตถือว่าเป็นคำสมาสชนิดหนึ่งแต่เป็น
คำสมาสที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ไทยนำดัดแปลงเป้นการสนธิแบบโดยมีหลักการดังนี้
1. ต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้าศัพท์หลักไว้หลัง
3. แปลจากหลังมาหน้า
4. ถ้าเป็นสระสนธิศัพท์ตัวหลังจะขึ้นต้นด้วย ตัว อ
5. มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ตามหลักที่จะกล่าวต่อไป
การสนธิมีอยู่ 3 ชนิด คือ
1. สระสนธิ 2. พยัญชนะสนธิ 3. นฤคหิตสนธิ
สระสนธิ คือการนำคำบาลีสันสฤตมาสนธิกับคำที่ขึ้นต้นด้วยสระมีหลักการดังนี้
1. ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง เช่น
ชล + อาลัย = ชลาลัย
เทว + อาลัย = เทวาลัย
มหา + อัศจรรย์ = มหัศจรรย์
2. ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลังแต่เปลี่ยนสระหน้าคำหลังจาก อะ เป็น อา อิ เป็น เอ เช่น
ประชา + อธิไตย = ประชาธิปไตย
เทศ + อภิบาล = เทศบาล
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การสมาส
การสมาส
สมาสคือวิธีการผสมคำของภาษา บาลี/ สันสกฤต ไทนได้นำมาดัดแปลงเป็นวิธีการ
สมาสแบบไทยโดยมีหลักดังนี้
1. ต้องเป็นคำทีี่มาจากภษาาบาลีและสันสกฤตเท่านั้นเช่น ราชการ / ราชครู / ราชทูต / ราชบุตร
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้าคำศัพท์หลักไว้หลัง เช่น สัตโลหะ / ภารกิจ / ปฐมเจดีย์
3.แปลความหมายจากหลังมาหน้า เช่น
อักษรศาสตร์ - วิชาว่าด้วยตัวหนังสือ
วาทสิลป์ - ศิลปะการพูด
ยุทธวิธี - วิธีการทำสงคราม
4. ท้ายศัพท์ตัวแรกห้ามใส่รูปสระ -ะ และ การันต์ เช่น
กิจการ - ไม่ใช่ กิจะการ
ธุรการ - ไม่ใช่ ธุระการ
5.ต้องออกเสียงสระที่ท้ายศัพท์ตัวแรก
อุณหภูมิ - อุน-หะ-พูม
ประวัติศาสตร์ ประ-หวัด - ติ-สาด
** ยกเว้นบางคำอ่านตามความนิยมไม่ออกเสียงสระเช่น ชาตินิยม สุภาพบุรุษ
ไตรรัตน์ ชลบุรี บุรุษเพศ ธาตุวิเคราะห์
6.คำว่า วร พระ ตามด้วยภาษาบาลีสันสกฤตถือเป็นคำสมาสเพราะ พระ แผลงมาจาก วร เช่น
วรกาย วรชายา วรดิตถ์ พระบาท พระองค์ พระโอษฐ์ พระนาสิก
*** คำว่า พระ ที่ประสมคำภาษาอื่นไม่ใช่คำสมาส เช่น พระอู่ พระเก้าอี้
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การเปล่งเสียงในภาษาไทย
การเปล่งเสียงในภาษาไทย
การเปล่งเสียงในภาษาไทยจะต้องนำเสียงทั้ง 3 ชนิดประสมกัน และแปลงเสียง
ออกมาครั้งหนึ่ง เรียกว่า พยางค์ ดังนั้นในพยางค์หนึ่งจะต้องประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียงสระ
และวรรณยุกต์เสมอ
การประสมอักษร ตามตำรามี 4 วิธี คือ
1. การประสมอักษร 3 ส่วน ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ เช่น
ขา = ข + อา + จัตวา(เสียง)
2. การประสมอักษร 4 ส่วนพิเศษ ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ เช่น
ขาด = ข + อา + ด
3. ประสมอักษร 4 ส่วนพิเศษ ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ ตัว
การันต์ เช่น
เลห์ เสาร์ เคราะห์ โพธิ์
4. การประสมอักษร 5 ส่วน ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ ตัว
การันต์ เช่น
ศาสตร์ ชอล์ก พราหมณ์
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เสียงในภาษา
เสียงในภาษา
เสียงในภาษา มี 3 ชนิด คือ
1. เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปล คือ เสียงที่แปลงออกมาแล้วมีการดัดแปลงลมโดยอวัยวะในช่องปาก
กัก หรือกั้นลมไว้ในลักษณะต่างๆ ทำให้เกิดเป็นเสียงพยัญชนะเสียงแตกต่างกันไป เสียงพยัญชนะไทย
ในภาษาไทยมีทั้งสิ้น 21 เสียง มีสัญลักษณะใช้แทนเสียง รูปพยัญชนะ มี 44 รูป
2. เสียงสระ หรือ เสียงแท้ คือ เสียงที่แปลงออกมาจากลำคอโดยตรง ไม่ผ่านการกัก หรือ กั้นลม เป้น
เสียงก้อง โดยใช้ส่วนต่างๆของลิ้น เคลื่อนไหวขึ้น-ลง ในระดับต่างๆ ( สูง กลาง ต่ำ ) และริมฝีปากก็
เปลี่ยนรูปลักษณะแตกต่างกัน มีผลทำให้เกิดเสียงสระที่แตกต่างกัน เสียงในภาษาไทยมี 24 เสียงมี
สัญลักษณ์ใช้แทนเสียง เรียกว่า รูปสระ 21 รูป
3. เสียงวรรณยุกต์ หรือ เสียงดนตรี คือ ระดับเสียง สูง-ต่ำ ที่มีความถี่ของเสียงแตกต่างกันออกไป มีทั้ง
สิ้น 5 เสียง มีสัญลักษณ์ใช้แทนเสียง เรียกว่า รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การซ้อนคำ 2
การซ้อนคำ
เมื่อวานเรารู้เกี่ยวกับการซ้อนคำเพื่อความหมายแล้ว วันนี้เรามาดูการซ้อน
คำเพื่อเสียง กันบ้างดีกว่าค่ะ
2. คำซ้อนเพื่อเสียง คือการนำคำมูลที่มีความหมายใกล้เคียงกันนำมาซ้อนกันเพื่อให้เกิดเสียง
คล้องจองกัน
วิธีการสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง
- นำคำมูลที่มีความหมายและเสียงที่ใกล้เคียงกันนำมาซ้อนกัน เช่น
ก่อเกิด เก่งกล้า แข็งขัน ขับขี่ ขัดข้อง เคร่งเครียด ค้างคา บู้บี้
- สร้างคำที่มีเสียงคล้ายกับคำมูลที่เป็นคำหลัก เสียงที่สร้างขึ้นมาไม่มีความหมายมีหน้าที่ เพียง
ก่อให้เกิดเสียงคล้องจองความหมายของคำยังคงอยู่ที่ศัพท์หลักและอาจมีหลายพยางค์ เช่น
โยกเยก เยินยอ โอนเอน อุบอิบ ยั่งยืน ยัดเยียด ชิงชัง เทือกเถา ผลหมากรางไม้
- คำมูลที่มีเสียงซ้อนกันอยู่มีลักษณะเป็นเสียงควบคู่ ดังนั้นคำชนิดนี้อาจเรียกได้ว่าคำมูลที่มี
เสียงซ้อนกัน แต่บางคนก็จัดเป็นคำซ้อนเพื่อเสียง เช่น
โลเล โยเย วอกแวก ตุ้งติ้ง ตึงตัง ต่องแต่ง ร่อแร่ จุกจิก ดุกดิก จุ๋มจิ๋ม รุ่งริ่ง สะเปะสะปะ
3. การซ้ำคำ คือการนำคำมูลมาซ้ำคำกันเพื่อให้เกิดความหมายที่ใกล้เคัยงความหมายเดิม หรือ
เกิดความหมายใหม่เมื่อซ้ำแล้วสามารถใช้ไม้ยมก เขียนแทนคำซ้ำนั้นได้ เช่น นานๆ เป็นคำมูลไม่ใช่
คำซ้ำส่วนคำที่ทำหน้าที่ต่างกันในประโยคก็ไม่ใช่คำซ้ำ เช่น
สถานที่ที่ฉํนขอบมากที่สุดคือสวนสาธารณะ ที่ที่ ไม่ใช่คำซ้ำ
ของของใครทิ้งไว้เกะกะ ของของไม่ใช่คำซ้ำ
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การซ้อนคำ
การซ้อนคำ
การซ้อนคำคือการนำคำมูลที่มีความหมายเหมือนคล้ายหรือตรงข้ามกัน หรือในอีกกรณี
คือมีเสียงใกล้เคียงกันมาซ้อนกันแล้วทำให้เกิดความหมายใหม่หรือความหมายใกล้เคียงกับความหมาย
เดิมมีอยู่สองชนิดคือ คำซ้อนเพื่อความหมาย และ คำซ้อนเพื่อเสียง
1. คำซ้อนเพื่อความหมาย คือการนำคำมูลที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันมาซ้อนกัน
ทำให้เกิดความหมายใหม่หรือเหมือนเดิมแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ
- ซ้อนแล้วความหมายเหมือนเดิมหรือชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น จิตใจ ซื่อสัตย์ รูปร่าง ข้าทาส
- ซ้อนแล้วความหมายแคบหรือเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำเดิม เช่น ขัดถู ใจคอ หน้าตา ดื้อดึง
- ซ้อนแล้วความหมายกว้างกว่าเดิม เช่น ถ้วยชาม ข้าวปลา พี่น้อง
- ซ้อนแล้วความหมายเปลี่ยนจากเดิม เช่น หนักแน่น ดูดดื่ม อ่อนหวาน คับแคบ
- ซ้อนแล้วความหมายความหมายไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้คำซ้อนที่เกิดจากใช้คำที่มี
ความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน เช่น ผิดชอบ ชั่วดี เป็นตาย ร้ายดี แพ้ชนะ ได้เสีย
วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนน้ะค้ะ พรุ่งนี้เราจะมาดูคำซ้อนเพื่อเสียงกันค่ะ
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558
การผสมคำ
การผสมคำ
1. การประสมคำ คือ การนำคำมูลที่มีความหมายไม่เหมือนกันตั้งแต่สองคำขึ้นไปนำมาป
ประสมกันแล้วเกิดหมายใหม่คำที่เกิดขึ้นเรียกว่าคำประสม
คำมูล + คำมูล = คำประสม ( เกิดความหมายใหม่/มีเค้าความหมายเดิม)
หน้าที่ของคำประสม
1. ทำหน้าที่เป็นสรรพนาม เช่น
คำว่า พ่อ ก็จะสามารถ นำมาผสมกับคำอื่นที่มีความหมายได้เช่น
พ่อ + ครัว จะได้เป็น พ่อครัว ซึ่งจะสังเกตุว่า คำว่า พ่อ ก็มีความหมายเป็นของตัวเอง คำว่า
ครัว ก็มีความหมายของมัน เมื่อนำมาผสมกัน ก็จะได้เป็น ความหมายใหม่ขึ้นมา
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558
คำมูล
คำมูล
คือ หน่วยคำที่เล็กที่สุดของภาษาไทย คำมูลคือคำที่มีความหมายสมบูรณ์
ในตัวเองไม่สามารถแยกศัพท์ย่อยออกได้ ซึ่งจะมีสูงสุดถึง 5 พยางค์ ด้วยกัน
คำมูลพยางค์เดียว เช่น หมู หมา กา ไก่ เขียว ขาว แดง ปู่ ย่า ตา ยาย
คำมูลสองพยางค์ เช่น สะดวก สบาย ขนม กระทะ กระทิ จะเข้ ชะลูด
คำมูลสามพยางค์ เช่น กะละแม กะละมัง จะละเม็ด มะละกอ จระเข้
คำมูลสี่พยางค์ เช่น โกโรโกโส ตะลีตะลาด คะยั้นคะยอ
คำมูลห้าพยางค์ เช่น สำมะเลเทเมา
**** ข้อสังเกต เช่น หมาดำ คำนี้สามารถแยกศัพท์ได้คือ หมา+ ดำ ดังนั้นคำนี้ไม่ใช่คำมูล
หมูอ้วน แยกได้เป็น หมู + อ้วน ดังนั้นคำนี้ไม่ใช่คำมูล
แต่คำว่า จะละเม็ด คำนี้ไม่สามารถที่จะแยกคำศัพท์ได้เพราะถ้าเราแยกออกมาแต่ละคำก็ไม่มี
ความหมาย ก็ได้ว่า จะ+ละ+เม็ด ดังนั้นคำนี้จึงเป็นคำมูล
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
การสร้างคำแบบไทย
การสร้างคำแบบไทย
สวัสดีค่า น้องๆเพื่อนๆทุกคน หลังจากที่เราไปดูวิชาชีวะ มาเป็นเวลาหลายวัน5555 พี่ก็คิด
ว่าน้องๆคงจะเบื่อกันแล้ว วันนี้เราดูวิชา ภาษาไทย ภาษาของเรากันดีกว่าค่ะ
ภาษาไทยเป็นภาษาที่ยืดหยุ่นและมีกานพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีวิธีการสร้างคำเพื่อเพิ่มคำ
โดยวิธีการของตนคือการสร้างประสมคำซ้ำคำซ้อน
มีการสร้างคำที่นำมาจากภาษาต่างประเทศ เช่น การสร้างคำโดยวิธีสมาส สนธิการลง
อุปสรรคของภาษาบาลี สันสกฤต วิธีลงอุปสรรคแบบเขมร
การสร้างคำตามวิธีการของภาษาไทย
1. การประสมคำ 2. การซ้อนคำ 3. การซ้ำคำ
การสร้างคำโดยนำวิธีการของภาษาอื่นมาใช้
1. การใช้อุปสรรคปัจจัยและวิภัตติ เช่น ทรชน ยาจก กุมาร กุมารี
2. การสมาส เช่น วิทยาศาสตร์ ราชโอรส
3.การสนธิ เช่น ราชโอวาท ธนาคาร
4.การแผลงคำ เช่น ปราบ-บำราบ อำนวย-อวย
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
การจำแนกตามบทบาทในการกำหนดเพศในสิ่งมีชีวิต
การจำแนกตามบทบาทในการกำหนดเพศในสิ่งมีชีวิต
โครโมโซมภายในเซลล์ร่างกายของสิ่งมีชีวิตจำแนกตามการกำหนดลักษณะต่างๆของ
สิ่งมีชีวิตดังต่อไปนี้
- โครโมโซมร่างกาย หรือ ออโตโซม เป็นโครโมโซม ที่ควบคุมลักษณะต่างๆ ของร่างกาย
และจะมีเหมือนกันทั้งเพศชายและเพศหญิง
- โครโมโซมเพศ หรือ อัลโลโซม เป็นโครโมโซมที่มีรูปร่างแตกต่างกันไปในเพศชายและ
เพศหญิง โดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับกไหนดเพศ เช่น ในคนเราถ้าเป็นชายจะประกอบด้วยโครโมโซม
x และโครโมโซม Y ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นเพศหญิงจะประกอบด้วยโครโมโซม X ทั้งสอง
เส้น
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับโครโมโซม
ความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับโครโมโซม
ในสมัยของเมนเดล ความรู้เกี่ยวกับโครโมโซมยังไม่ละเอียดพอ เมนเดลจึงไม่ได้บอก
ว่า เอลีเมนต์ หรือ ยีน ซึ่งเป็นตัวนำลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิตอยู่ที่ส่วนใดของเซลล์ แต่ทว่า เมนเดล
อธิบายแต่เพียงว่ายีนต่าง ของต้นถั่ว จากฝ่ายพ่ออยู่ในละออกเรณู และของแม่อยู่ในรังไข่ เท่านั้น
ซึ่งจริงๆอธิบายแค่นี้ในสมัยนั้น ก็เป็นที่เพียงพอแล้วเพราะว่าในสมัยของเมนเดลนั้นยังไม่ได้มีการศึกษา
เรื่องราวเกี่ยวกับยีนแบบละเอียดสักเท่าไหร่
ทุกคนคงทราบกันมาบ้างแล้วว่า ภายในนิวเคลียสมีโครโมโซม ที่มีลักษณะเหมือนกัน
เป็นคู่ๆ ซึ่งแต่ล้ะคู่เหมือนของโครโมโซมนี้ ท่อนนึงมาจากของพ่อ และอีกท่อนนึงมาจากแม่ เราเรียก
โครโมโซมคู่เหมือรนี้ว่า โฮโมโลกัส โครโมโซม เมื่อมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส โครโมโซมแต่ละคู่นี้
จะแยกออกจากกันไปในระยะแอนาเฟส-1 เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแบ่งเซลล์จะได้ เซลล์สืบพันธ์ที่มี
โครโมโซมอยู่ภายในเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนปกติ และโครโมโซมเหล่านั้นจะไม่มีโครโมโซมที่เป็นไฮ
โมโลกันเลย
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ยีนและโครโมโซม2
ยีนและโครโมโซม2
เมื่อวานเรารู้ความหมายของคำว่า ยีนกันไปแล้วน้ะค้ะ วันนี้ก็ถึงคิวของคำว่า
โครโมโซม เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า โครโมโซมคืออะไร
โดรโมโซมในเซลล์ร่างกาย จะมีรูปร่าง ลักษณะที่เหมือนกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่เรียกว่า โฮ
โมโลกัสโครโมโซม ซึ่งโครโมโซมที่เป็นโฮโมโลกัสกันนี้ จะมีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน ความยาวเท่า
กัน ตำแหน่งเซนโทรเมียร์ตรงกัน ลำดับยีนในโครโมโซมเหมือนกัน และมียีนที่เป็นอัลลีนกัน
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ยีนและโครโมโซม
ยีนและโครโมโซม
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับสองคำนี้แต่บางคนก็ไม่รู้ความหมายของมันเพราะฉะนั้นวันนี้
เรามาดูความหมายของสองคำนี้กันดีกว่าค่ะ
ยีน (gene)
ยีน หมายถึง หน่วยควบคุมคุมลักษณะพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นแต่ละส่วนของสารพันธุกรรม
ชนิด DNA หรือ RNA โดยบรรจุอยู่ในโคโมโซม ตำแหน่งของยีนในโคโมโซม เรียก โลกัส
(locus)เนื่องจากสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปจะมีดคโมโซมเหมือนกันเป็นคู่ๆ ดังนั้น หนึ่งโลกัส จึงหมายถึง 2 ยีน
ที่อยู่ตรงกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซม ซึ่งยีนต่างชนิดกันที่อยู่บนโลกัสเดียวกัน เรียกว่า เป็นอัลลีล กัน
จำนวนยีนทั้งหมดในคนเราเชื่อกันว่า มีประมาณสี่หมื่นยีน และทุกๆเซลล์ในร่างกายจะมียีน
เหมือนกันหมด ( ยกเว้น เซลล์สืบพันธุ์ ) แต่ยีนเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ทั้งหมดทุกยีนในแต่ละเซลล์เชื่อกัน
ว่ามียีนส่วนน้อยเพียง 1-10% เท่านั้นที่ทำงาน ยีนส่วนใหญ่ไม่ทำหน้าที่หรือเซลล์ต่างชนิดกัน จะมียีน
ต่างชนิดกันทำหน้าที่ เช่น ยีนสร้างฮอร์โมนอินซูลิน จะทำหน้าที่เฉพาะในบีต้า เซลล์ของไอส์เลตออฟ
แลงเกอร์ฮานส์ ในตับอ่อน แม้ว่าเซลล์อื่นๆจะมียีนสร้างอินซูลินก็ตามแต่จะไม่ทำหน้าที่ ดังนั้น ยีนใดๆ
จะจะทำหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นให้ทำหน้าที่ ( induction ) และจะไม่ทำหน้าที่เมื่อมีการกกไม้ให้ทำ
หน้าที่ ( repression ) สารที่ทำหน้าที่กดการทำงานของยีน เรียก รีเปรสเซอร์ ( repressor ) ซึ่งชนิดสำคัญ
ที่สุดคือ โปรตีนฮีสโตน ( histone )
สำหรับวันนี้เรารู้ความหมายของคำว่ายีนกันไปแล้วน้ะค้ะ พรุ่งนี้เราจะมาต่อกับความหมายของคำว่า
โครโมโซม กันค่ะ
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ระดับการแสดงลักษณะเด่น
ระดับการแสดงลักษณะเด่น
การถ่ายทอดลักษณะเด่นอย่างสมบูรณ์
การถ่ายทอดลักษณะเด่นอย่างสมบูรณ์ หมายถึง การแสดงลักษณะเด่นหรือการข่มอัลลีลเด่น
ต่ออัลลีนด้อยเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ทำให้จีโนไทป์ที่เป็นโฮโมไซกัสของลักษณะเด่น และเฮเทอโรไซ
กัสมีฟีโนไทป์เหมือนกัน เช่น RR = Rr (เมล็ดเรียบ)
การถ่ายทอดลักษณะเด่นแบบไม่สมบูรณ์
การถ่ายทอดลักษณะเด่นแบบไม่สมบูรณ์ หมายถึง การที่อัลลีลหนึ่งแสดงการข่มอัลลีนของมันได้แต่
เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ทำให้จีโนไทป์ที่เป็นเฮเทอโรไซกัสมีลักษณะของฟีโนไทป์ค่อนไปทางโฮโมไซ
กัสของลักษณะเด่น กรณีนี้จะได้สัดส่วนของจีดนไทป์ค่อนไปทางโฮโมไซกัสของลักษณะเด่น กรณีนี้จะ
ได้สัดสาวนของจีโนไทป์และฟีโนไทป์เท่ากัน ตัวอย่างเช่น พันธุกรรมของสีดอกลิ้นมังกร และดอกบาน
เย้น หรือในสัตว์ เช่น สีขนของวัวชนิดหนึ่ง
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
กฏการถ่ายทอดลักษณ์ทางพันธุกรรม
กฏการถ่ายทอดลักษณ์ทางพันธุกรรม
กฏการถ่ายทอดลักษณ์ทางพันธุกรรม ที่สำคัญคือ
กฎข้อที่ 1 กฎแห่งการแยก มีสาระสำคัญดังนี้คือ ยีนที่อยู่คู่กันจะแยกตัวออกจากกันไปอยู่ในแต่ล้ะเซลล์
สืบพันธุ์ ก่อนที่จะมารวมตัวกันใหม่เมื่อมีการปฎิสนธิ กฎข้อนี้เมนเดลได้จากการผสมโดยพิจารณายีนคู่
เดียวที่มีลักษณะตรงข่ามกันอย่างเด่นชัด
กฎข้อที่ 2 กฎแห่งการรวมกลุามอิสระ กฎข้อสี้มีสาระสำคัญดังนี้ ยีนที่เป้นคู่กันเมื่อแยกออกจากกัน
แล้ว แต่ล้ะยีนจะไปกับยีนอื่นใดก็ได้อย่างอิสระนั่นคือ เซลล์สืบพันธุ์จะมีการรวมกลุ่มของหน่วยพันธุกรรม
ของลักษณะต่างๆโดยการรวมกลุ่มที่เป้นไปอย่างอิสระ จึงทำให้สามารถทำนายผลที่เกิดขึ้นในรุ่นลูกรุ่น
หลานได้ กฎข้อนี้ เมนเดลได้จากการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะโดยพิจารณาจากยีน 2 คู่
ข้อควรทราบ****
1. ยีนที่อยู่ในเซลล์สืบพันธุ์เดียวกันจะต้องไม่มียีนที่เป็นคู่อัลลีลกัน
2. โครโมโซมที่อยู่ในเซลล์สืบพันธุ์เดียวกัน จะต้องไม่มีดครโมโซมที่เป็นคู่กัน หรือเป็นโฮโม
โลกัสกัน เนื่องจากเซลล์สืบพันธุ์มักเกิดจากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส
วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ความสำเร็จของเมนเดล
ความสำเร็จของเมนเดล
ความสำเร็จของเมนเดลเนื่องจาก
1. ลักษณะที่เมนเดลศึกษาถูกควบคุมด้วยยีนเพียงคู่เดียวเท่านั้นและสามารถแยกลักษณะ
ต่างๆได้อย่างชัดเจน เช่น ต้นสูง ต้นเตี้ย เมล็ดเรียบ เมล็ดขรุขระ เป็นต้น
2. ต้นถั่วลันเตาเป็นถั่วที่หาง่าย ปลูกง่าย อายุสั้น และให้เมล็ดได้จำนวนมาก นอกจากนี้
สามารถควบคุมการผสมพันธุ์ได้
3. เมนเดลใช้รุ่นพ่อแม่ ที่เป็นพันธุ์แท้มาผสมกัน ทำให้ได้ลักษณะต่างๆที่ออกมาเป็นแผน
เดียวกัน
และนี่คือความสำเร้จของเมนเดลที่มีการสรุปกันมาน้ะค้ะ แต่พรุ่งนี้เราจะมาดูกฎการถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมของเมนเดลกันน้ะค้ะ สำหรับ วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนน้ะค้ะ สวัสดีค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)