วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

งานและพลังงาน ฟิสิกส์



                                                                  งาน กำลัง และ พลังงาน

          งานคือผลของแรงที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ เป็นปริมาณ สเกล่าร์ ที่มีหน่วยเป็นจูลหรือนิวตัน

***** ตรงนี้สำคัญนะค่ะ ถ้ามสีแรงมากระทำต่อวัตถุ แล้ววัตถุไม่เคลื่อนที่จะไม่เกิดงานเนื่องจากแรงนั้น แต่ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ย่อมเกิดงานเสมอค่ะ




หลักการการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทั้งหมดน่าจะเป็นเรื่องพลังงาน การทำงานร่วมกันของสสารและพลังงานสร้างจักรวาลขึ้นมา สสารคือสิ่งที่มีมวลสาร สามารถมองเห็นได้สำผัสได้ รู้สึกได้ ดมกลิ่นได้ แต่พลังงานเรามองไม่เห็นดมกลิ่นไม่ได้ สำผัสไม่ได้ เราจะสังเกตพลังงานได้ก็ต่อเมื่อ

มันทำงานอย่างเช่น เราไม่สามารถมองเห็นความร้อนได้แต่เราวัดมันได้จากการที่มันทำให้อุณหภูมิของวัตถุเพิ่มขึ้นเป็นต้น เราจะศึกษานิยามของพลังงานโดยศึกษาจากเรื่องงาน

งาน
งานขึ้นอยู่กับแรงและระยะทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ เมื่อเราออกแรงมาก และ วัตถุเคลื่อนที่ไปไกลยิ่งทำให้เกิดงานสูงมาก
เมื่อ W คือ งาน  F คือแรง  s คือ ระยะทางในแนวแรง  มุมระหว่างแรงและระยะทาง

นักยกน้ำหนักที่ถือตุ้มน้ำหนักไว้นิ่งๆ เป็นเวลานานๆไม่ได้ทำให้เกิดงาน เนื่องจากตุ้มน้ำหนักไม่ได้เคลื่อนที่แม้ว่าเขาจะรู้สึกเหนื่อยมากแต่ก็ไม่ได้ถือว่าทำงานในทางฟิสิกส์ แต่เมื่อเขาวางตุ้มน้ำหนักลงพื้นเขาได้ทำงานเนื่องจาก ตุ้มน้ำหนักมีการเคลื่อนที่
ตัวอย่างของงานเช่น งานเนื่องจากเชื้อเพลิงทำให้รถวิ่ง งานเนื่องจากการต้านแรงโน้มถ่วงเมื่อเรากระโดด งานเนื่องจากการยืดเชือกธนูเป็นต้น

กำลัง
งานพิจารณาแต่เรื่องของระยะทาง และ แรงที่กระทำกับวัตถุ การที่เราวิ่งขึ้นบ้านหรือเดินขึ้นบานเราทำงานเท่ากันแต่ทำไมเราตอนเราวิ่งขึ้นบ้านเหนื่อยกว่าเดินขึ้นบาน เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยเรื่องกำลัง กำลังคืองานที่ทำในช่วงเวลาหนึ่ง
กำลัง=งาน
เวลา
เครื่องยนต์ที่มีกำลังมากต้องทำงานได้มากกว่าเครื่องยนต์อื่นโดยใช้เวลาเท่ากัน หน่วยของกำลังคือ จูลต่อวินาที() หรือวัตต์ (W) และหน่วยที่เป็นหน่วยโบราณคือกำลังม้าหมายถึงกำลังที่เท่ากับกำลังม้า 1 ตัว ซึ่ง 1 กำลังม้าเท่ากับ 

พลังงานกล (Mechanical Energy)
เมื่อพลธนูง้างศรมีงานถูกสร้างขึ้นมา และเมื่อธนูคืนรูปจะทำงานต่อลูกธนูทำให้ลูกธนูเคลื่อนที่ เมื่อมีงานกระทำเพื่อยกปั้นจั่นตอกเสาเข็มขึ้นสูง แล้วพอปั้นจั่นกระทุ้งลงมาก็ทำให้เกิดงานกับเสา สิ่งที่ทำให้เกิดงานคือพลังงาน เช่นเดียวกับงานพลังงานมีหน่วยเป็นจูล พลังงานมีอยู่หลายรูปแบบซึ่งจะค่อยๆอธิบายในตอนต่อๆไป แต่ตอนนี้จะอธิบายรูปแบบหลักๆของพลังงานคือพลังงานศักดิ์และพลังงานจลน์

พลังงานศักดิ์ (Potential Energy)


พลังงานศักดิ์มีอยู่ในธนู

วัตถุอาจเก็บพลังงานไว้ในปริมาณต่างๆกันขึ้นกับตำแหน่งของมัน ซึ่งเรียกว่าพลังงานศักดิ์ (Ep) ตัวอย่างเช่น การยืดหดสปริง พลังงานศักดิ์สะสมไว้ในสปริงทำให้การยืดหดของสปริงสามารถทำให้เกิดงานได้ เมื่อคันธนูถูกง้างพลังงานศักดิ์ที่สะสมอยู่ในคันธนูทำให้เกิดงานต่อลูกศรที่พุ่งออกจากธนู
พลังงานเคมีในเชื้อเพลิงก็เป็นพลังงานศักดิ์ เป็นพลังงานศักดิ์เนื่องจากเปลี่ยนตำแหน่งระดับอะตอม เป็นการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนระหว่างอะตอม พลังงานศักดิ์ที่เราได้จากเชื้อเพลิง แบตเตอรี่ และอาหารทำให้เราสามารถยกวัตถุและตัวเราเองต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลกได้
พลังงานศักดิ์ที่ขึ้นอยู่กับตำแห่งของวัตถุเรียกว่า พลังงานศักดิ์โน้มถ่วง น้ำบนเขื่อนมีพลังงานศักดิ์เท่ากับงานที่ใช้ในการยกน้ำต้านแรงโน้มถ่วงของโaลกไปยังบนเขื่อน งานที่ว่านี้มีค่าเท่ากับผลคูณของแรงกับระยะทางในการเคลื่อนที่ (W = Fs)
ถ้าแรงที่ยกน้ำเท่ากับน้ำหนักของวัตถุ( mg) ดังนั้นงานที่ทำในการยกวัตถุขึ้นสูง h ก็คือ mgh
พลังงานศักดิ์ = น้ำหนัก x สูง
จำไว้ว่าความสูงคือระยะทางระหว่างตำแหน่งของวัตถุถึงระดับอ้างอิง เช่น พื้นสนาม พื้นห้อง เป็นต้น พลังงานศักดิ์ขึ้นอยู่เฉพาะกับค่าของ mg และ h เท่านั้นไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการของการยกวัตถุ
เมื่อปั้นจั่นตกลงมาจากที่สูงมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานศักดิ์ไปเป็นพลังงานจลน์(พลังงานของการเคลื่อนที่) ทำให้พลังงานศักดิ์ของปั้นจั่นที่พื้นมีพลังงานศักดิ์น้อยกวาพลังงานศักดิ์ของปั้นจั่นที่อยู่สูง


a.


b.
 a. พลังงานจลน์ของการผลักก้อนหินเปลี่ยนเป็นพลังงานศักดิ์ พลังงานศักดิ์มีค่าเท่ากันที่ระดับเดียวกันไม่ว่าจะยกหรือไถลหินขึ้นมา b. เมื่อก้อนหินตกลงมาจากที่สูง จะเปลี่ยนพลังงานศักดิ์เป็นกลังงานจลน์

พลังงานจลน์ (Kinetic Energy)
ถ้าเราผลักวัตถุจะเห็นว่าวัตถุเคลื่อนที่ เมื่อวัตถุเคลื่อนที่มันก็สามารถทำงานได้ วัตถุมีพลังงานของการเคลื่อนที่เราเรียกว่าพลังงานจลน์ (Ek) พลังงานจลน์ของวัตถุขึ้นอยู่กับมวลของวัตถุและอัตราเร็วของวัตถุ พลังงานจลมีค่าเท่ากับผลคูณของมวลและอัตราเร็วกำลังสองทั้งหมดหารด้วย 2
เมื่อเราปาก้อนหินเราทำงานให้กับก้อนหินมีอัตราเร็วเริ่มต้นเมื่อหลุดออกจากมือของเรา ก้อนหินสามารถเคลื่อนที่ไปชนวัตถุอื่นแล้วผลักวัตถุนั้น ทำให้เกิดงานจากการชน พลังงานจลน์เกิดขึ้นจากการที่เราให้งานเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงวัตถุที่อยู่นิ่งไปเป็นวัตถุที่เคลื่อนที่ หรืองานที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่กลับมาอยู่นิ่ง
แรง x ระยะทาง = พลังงานจลน์
หมายความว่าเมื่อมีงานเกิดขึ้นพลังงานย่อมเปลี่ยนแปลง

ทฤษฏีงานพลังงาน (Work-Energy Theorem)
เมื่อเร่งอัตราเร็วของรถทำให้พลังงานจลน์ของรถเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากงานที่กระทำต่อรถ เมื่อรถแล่นช้าหมายความว่าต้องมีงานมาลดพลังงานจลน์เราเรียกว่า
งาน = ผลต่างของพลังงานจลน์

งานเท่ากับความเปลี่ยนแปลงพลังงานจลน์ สมการข้างต้นคือทฤษฏีงานพลังงานนั่นเอง งานในสมการนี้คืองานสุทธิซึ่งหมายความว่าเป็นงานที่เกิดจากแรงสุทธิ เช่นถ้าเราผลักวัตถุเราต้องเอาแรงผลักของเราลบด้วยแรงเสียดทานได้แรงสุทธิแล้วจึงคิดงานจะได้งานสุทธิ ในกรณีที่แรงเสียดทานเท่ากับแรงผลักพอดีจะได้ว่าไม่มีแรงสุทธิ ทำให้ไม่มีงานสุทธิ และไม่มีพลังงานจลน์นั่นเอง
ทฤษฏีงานพลังงานใช้กับกรณีรถลดความเร็วอย่างเช่นเวลารถเบรก พื้นถนนต้องออกแรงเสียดทานกับรถทำให้เกิดงานที่ถนนทำกับรถ งานที่ว่านี้เป็นผลคูณระหว่างแรงเสียดทานและระยะเบรก
น่าแปลกใจว่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นเท่ากันไม่ว่าจะเบรกช้าๆหรือเบรกเร็วๆ เมื่อรถเบรกเปลี่ยนแรงเสียดทานไปเป็นความร้อน นักขับชั้นเซียนสามารถตบเกียร์ต่ำเพื่อเบรกได้ แต่ระบบเบรกของรถสมัยใหม่ที่เรียกว่ารถไฮบริดก็สามารถตบเกียร์ต่ำอัตโนมัติเพื่อเบรก จากนั้นเปลี่ยนพลังงานของการเบรกไปเป็นพลังงานไฟฟ้าสะสมไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับรถควบคู่กับการใช้พลังงานจากน้ำมัน

การแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา


ภาพจากกล้องอินฟาเรด สีเหลืองและส้มคือส่วนที่อุณหภูมิสูง
เมื่อเบรกพลังงานจากการเบรกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน

พลังงานของระบบต้องลดลงตามธรรมชาติเพราะพลังงานส่วนหนึ่งเสียไปกับสิ่งแวดล้อม  
ในรูปของความร้อน (พื้นร้อนขึ้นเมื่อรถวิ่งผ่าน)  และพลังเสียงเป็นต้น

อนุรักษ์พลังงาน (Conservation of Energy)

สิ่งที่สำคัญกว่าการที่รู้ชนิดของพลังงานคือการรู้ว่าพลังงานมันเปลี่ยนรูปไปอย่างไรบ้าง เราสามารถเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ ถ้าเราอธิบายในรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงพลังงานจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่ง
พิจารณาการเปลี่ยนแปลงพลังงานของนักกระโดดลงถัง งานที่ทำให้นักกระโดดขึ้นไปยังที่สูงทำให้เกิดพลังงานศักดิ์มากเมื่อนักกระโดดอยู่บนที่สูง และเมื่อกระโดดลงมาการเคลื่อนที่ตกลงมาทำให้เกิดพลังงานกลที่เกือบเท่ากับพลังงานศักดิ์เริ่มต้นก่อนกระโดด
เราบอกว่าเกือบเท่าเนื่องจากพลังงานเล็กน้อยบางส่วนถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างการเคลื่อนที่ในรูปแบบความร้อนของการเสียดสีกันระหว่างนักกระโดดกับอากาศ และความร้อนจากการปะทะของนักกระโดดกับถัง แต่ถ้าเรารวมพลังงานความร้อนเข้าด้วยจะได้ว่าจะไม่มีพลังงานใดสูญหายไปเลย น่าทึ่งทีเดียว!
การศึกษาการเปลี่ยนรูปของพลังงานทำให้เราเข้าใจกฎพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของวิทยาศาสตร์นั่นคือกฎอนุรักษ์พลังงาน
พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ไม่สามารถทำลายได้ มีแต่เพียงเปลี่ยนรูปไปเป็นรูปอื่น แต่พลังงานรวมแล้วยังเท่าเดิม เมื่อเราพิจารณาระบบง่ายๆเช่นการแกว่งลูกตุ้มจนถึงระบบที่ซับซ้อนอย่างการระเบิดของดวงดาว ก็จะเป็นเช่นเดียวกันคือไม่มีพลังงานใดถูกสร้างขึ้นใหม่หรือถูกทำลายไป พลังงานเปลี่ยนรูปและถ่ายทอดจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้แต่พลังงานรวมยังมีปริมาณเท่าเดิม
อะตอมเป็นแหล่งพลังงานมหาศาลรวมกันอยู่ที่นิวเคลียสของอะตอม เมื่อมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบพลังงานนิวเคลียร์ แสงอาทิตย์เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนรูปเป็นรังสี
ความร้อนและแรงโน้มถ่วงมหาศาลที่แกนกลางดวงอาทิตย์ รวมให้อะตอมของไฮโดรเจนรวมกันเองได้ฮีเลียมเรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชันความร้อนสูง (Thermonuclear Fusion) กระบวนการดังกล่าวปลดปล่อยรังสีออกมารังสีและแสงสว่าง ซึ่งบางส่วนมายังโลก ทำให้ต้นไม้เติมโต คนและสัตว์ใช้เป็นอาหาร บ้างก็เอาถ่านไปใช้ หรือถ้าพืชทับถมกันนานๆก็ยังกลายเป็นน้ำมัน
แสงและความร้อนบางส่วนไปตกที่แหล่งน้ำทำให้ไอน้ำละเหยกลายเป็นก้อนเมฆ พอฝนตกน้ำบางส่วนก็ไปอยู่เหนือเขื่อน เมื่อมีนำเหนือเขื่อนก็ให้น้ำไหลมาปั่นไดนาโมเพื่อผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าไว้จ่ายไปยังบ้านเรือนคนเราก็ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตนเองในด้านต่างๆ ซึ่งถ้ามองกันให้ดีๆแล้วพลังงานไฟฟ้าที่เราได้มาก็เปลี่ยนรูปมาจากพลังงานจากแสงอาทิตย์นั่นเอง การเปลี่ยนรูปพลังงานนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน

ขอขอบคุณ ข้อมูลและรูปภาพบางส่วน จาก google ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การหักเหของเสียง




xหากมีคนถามคุณว่า "เคยเจอการหักเหของเสียงมั้ยค่ะ?" คุณจะตอบว่าอย่างไรจ๊ะ? ลองหลับตาแล้วนึกย้อนชีวิตที่ผ่านมาสักครู่ใหญ่ๆ ..... นึกออกรึยังจ๊ะ
จริงแล้ว เราแทบทุกคนคงเคยมีประสบการณ์กับการหักเหของเสียง นั่นคือ ขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง แล้วเกิดแสงวาบจากฟ้าแลบ เราหลับตาปี๋ เตรียมรับเสียงฟ้าร้องที่จะตามมา 5 4 3 2 1 ...เงียบ... แล้วก็พบว่าไม่มีเสียงฟ้าร้องไม่ตามมา แล้วเสียงนั้นหายไปไหนครับ ปรากฏการณ์นี้เองคือตัวอย่างของการหักเหของคลื่นเสียง คำถามต่อมาก็คือ แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
การหักเหของเสียงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกันซึ่งทำให้อัตราเร็วของเสียงเปลี่ยนแปลง และอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปก็ทำให้อัตราเร็วของเสียงเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งเป็นสมบัติการหักเหของคลื่น ในการหักเหของคลื่นเสียงทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียงเปลี่ยนไปด้วย ยกเว้นเมื่อคลื่นเสียงตกตั้งฉากกับผิวรอยต่อของตัวกลางทิศทางจะไม่เปลี่ยน นอกจากนี้ลมยังมีผลต่ออัตราเร็วของเสียงในอากาศแสดงว่าลมทำให้เสียงเกิดการหักเหได้
การหักเหของคลื่นเสียงเมื่อเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน หรืออุณหภูมิต่างกัน จะเป็นไปตามกฎการหักเหของสเนลล์ (Snell's law) คือ

ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดเมื่อ θ1 คือ มุมตกกระทบ
                                          เมื่อ θ2 คือ มุมหักเห
                  เมื่อλ1 , λ2 คือ ความยาวคลื่นเสียงในบริเวณที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
                 เมื่อv1 , v2 คือ อัตราเร็วคลื่นเสียงในบริเวณที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
                        เมื่อT1 , T2 คือ อุณหภูมิของอากาศในบริเวณที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
xxxxxการหักเหของเสียงเมื่อคลื่นเสียงเดินทางในอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง คลื่นเสียงจะเบนออกจากเส้นปกติ (θ1 < θ2) และเมื่อเสียงเดินทางจากในอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ คลื่นเสียงจะเบนเข้าหาเส้นปกติ (θ1 > θ2)
xxxxxตอนกลางวันอากาศเหนือพื้นดินจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศบริเวณด้านบน เสียงจะหักเหขึ้นสู่อากาศ ดังรูป

รูปแสดงการหักเหของเสียงตอนกลางวัน
ดดดดดส่วนตอนกลางคืนนั้น อากาศเหนือพื้นดินจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศบริเวณด้านบน เสียงจะหักเหลงสู่พื้นดิน ดังรูป
รูปแสดงการหักเหของเสียงตอนกลางคืน
ดดดดดสำหรับกรณีที่เกิดฟ้าแลบแต่เราไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องนั้น เป็นเพราะว่าในขณะเกิดฟ้าแลบ ถ้าอากาศเบื้องบนมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศด้านล่าง ทำให้ทิศทางของเสียงจากฟ้าร้องนั้นเบนออกจากเส้นแนวฉาก และเมื่อมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤต(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเรื่องการสะท้อนกลับหมดของคลื่น) จะทำให้คลื่นเสียงเกิดการสะท้อนกลับหมดไปยังอากาศเบื้องบน เราจึงไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง
รูปแสดงการหักเหของเสียงทำให้ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง
ตัวอย่าง เสียงเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิ 27 °C ไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิเท่าใด จึงทำให้ความยาวคลื่น เป็น 2/3 เท่าของความยาวคลื่นเดิม
วิธีทำ จากโจทย์ T2 = 27 °C หรือ 300 K
จาก
«math xmlns=¨http://www.w3.org/1998/Math/MathML¨»«mtable columnalign=¨left¨ rowspacing=¨0¨»«mtr»«mtd»«mfrac»«msub»«mi»§#955;«/mi»«mn»1«/mn»«/msub»«msub»«mi»§#955;«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«/mfrac»«mo»=«/mo»«msqrt»«mfrac»«msub»«mi»T«/mi»«mn»1«/mn»«/msub»«msub»«mi»T«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«/mfrac»«/msqrt»«/mtd»«/mtr»«mtr»«mtd»«mfrac»«mn»2«/mn»«mn»3«/mn»«/mfrac»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»=«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«msqrt»«mfrac»«mn»300«/mn»«msub»«mi»T«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«/mfrac»«/msqrt»«/mtd»«/mtr»«mtr»«mtd»«mfrac»«mn»4«/mn»«mn»9«/mn»«/mfrac»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»=«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mfrac»«mn»300«/mn»«msub»«mi»T«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«/mfrac»«/mtd»«/mtr»«mtr»«mtd»«msub»«mi»T«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»=«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mfrac»«mrow»«mn»300«/mn»«mo»§#215;«/mo»«mn»9«/mn»«/mrow»«mn»4«/mn»«/mfrac»«/mtd»«/mtr»«mtr»«mtd»«msub»«mi»T«/mi»«mn»2«/mn»«/msub»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»=«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mn»675«/mn»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mi»K«/mi»«mo»§nbsp;«/mo»«/mtd»«/mtr»«mtr»«mtd»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mo»=«/mo»«mo»§nbsp;«/mo»«mn»402«/mn»«mo»§nbsp;«/mo»«mmultiscripts»«mi»C«/mi»«none/»«none/»«mprescripts/»«none/»«mi»o«/mi»«/mmultiscripts»«mo»§nbsp;«/mo»«/mtd»«/mtr»«/mtable»«/math»
ปปปปปนั่นคือ บริเวณนั้นมีอุณหภูมิ 402 องศาเซลเซียส


ขอขอบคุณข้อมูจาก google ค่ะ


วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ความเข้มข้นของสารละลาย เคมี


                                                   ความเข้มข้นของสารละลาย

ความเข้มข้นของสารละลายเป็นการบอกถึงอัตราส่วนปริมาณตัวถูกละลายกับ
ปริมาณตัวทำละลายในสารละลายหนึ่ง ๆ  อัตราส่วนดังกล่าวจะมีได้ 2 ลักษณะ คือ
                      - ปริมาณของตัวถูกละลายในสารละลายทั้งหมด
                      - ปริมาณของตัวถูกละลายในตัวทำละลายทั้งหมด
ในปัจจุบันหน่วยที่นิยมใช้สำหรับระบุความเข้มข้นของสารละลายมีหลายระบบด้วยกัน
ได้แก่  ร้อยละ เศษส่วนโมล โมลาริตี โมแลลิตี ฯลฯ

 1.ร้อยละ (percents) เป็นการระบุปริมาณของตัวถูกละลายในสารละลายทั้งหมด 100
ส่วนแบ่งออกเป็น
ก.ร้อยละโดยมวล (w/w) หมายถึงมวลของตัวถูกละลายต่อมวลของสารละลาย
100หน่วย มักใช้กับตัวถูกละลายที่เป็นของแข็ง
      ให้    wA เป็นมวลของตัวทำละลาย
                wB เป็นมวลของตัวถูกละลาย

   ร้อยละโดยปริมาตร (V/V) หมายถึง ปริมาตรของตัวถูกละลายต่อปริมาตรทั้งหมด
ของสารละลาย100หน่วย มักใช้กับตัวถูกละลายและตัวทำละลายที่เป็นของเหลว
      ให้    VA เป็นปริมาตรของตัวทำละลาย
                VB เป็นปริมาตรของตัวถูกละลาย

ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร (w/V) หมายถึงมวลของตัวถูกละลายในสารละลายทั้งหมด
100หน่วยปริมาตรหน่วยชนิดนี้มักใช้กับสารละลายที่ตัวถูกละลายเป็นของแข็งละลายในตัวทำ
ละลายที่เป็นของเหลวเช่น    สารละลาย10 % NaOHโดยมวลต่อปริมาตร
หมายความว่า ในสารละลายมีปริมาตร100 cm3 มีNaOHละลายอยู่10กรัม

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปริมาณสารสัมพันธ์ เคมี


                    ปริมาณสารสัมพันธ์    ( mole ) คือหน่วยของปริมาณสาร เราจะใช้ตัวแปรคือตัว n ค่ะ


                      เราจะใช้สูตร   สารจำนวน 1 โมล จะมีอนุภาค 6.02x10กำลัง23 อนุภาคค่ะ

6.02 x 10 กำลัง23 มาจากเะลขอาโวกาโดร  น่ะค่ะ


        อนุภาคของสารแบ่งเป็น 3 ชนิดนะค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. อะตอม  ใช้เรียกอนุภาคที่เป็นอะตอมเดี่ยว

2. โมเลกุล ใช้เรียกสารประกอบหรือธาตุที่ไม่เป็นอะตอมเดี่ยว

3. อิออน  ใช้เรียกสารที่ไม่เป็นกลางทางไฟฟ้า


   นี่คือสูตรที่นิยมใช้กันในขณะนี้นะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การจำแนกคลื่น




การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก
 

การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก
  • ถ้าปลายสุดของตัวกลางถูกยึดตรึงไว้ คลื่นสะท้อนที่ได้จะมีเฟสเปลี่ยนไป 180 องศาหรือมีเฟสตรงกันข้ามกับคลื่นตกกระทบ (ดูภาพบน)
  • ถ้าปลายสุดของตัวกลางเป็นปลายปล่อย คลื่นสะท้อนที่ได้จะมีเฟสเดียวกับคลื่นตกกระทบ (ดูภาพล่าง)


การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือกที่ต่อกัน


การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือกที่มีมวลต่างกัน 2 เส้นนำมาต่อกัน

  • ถ้าคลื่นเดินทางจากเชือกที่มีมวลน้อยไปสู่เชือกที่มีมวลมาก คลื่นสะท้อนในเส้นเชือก
  • ที่มีมวลน้อยกว่าจะมีเฟสตรงข้ามกับคลื่นเดิม ส่วนคลื่นที่เคลื่อนที่ไปในเส้นเชือก
    ที่มีมวลมากกว่าจะมีความเร็วคลื่นลดลง (ดูภาพเคลื่อนไหวด้านบน)
  • ถ้าคลื่นเดินทางจากเชือกที่มีมวลมากไปสู่เชือกที่มีมวลน้อย คลื่นสะท้อนใน
  • เส้นเชือกที่มีมวลมากกว่าจะมีเฟสตรงกันกับคลื่นเดิม ส่วนคลื่นที่เคลื่อนที่
    ไปในเส้นเชือกที่มีมวลน้อยกว่าจะมีความเร็วคลื่นเพิ่มขึ้น

การแทรกสอดของคลื่นวงกลม (1)
    แหล่งกำเนิดอาพันธ์หมายถึงแหล่งกำเนิดคลื่นที่มีความถี่เท่ากัน และมีเฟสตรงกันหรือต่างกันคงที่

ภาพเคลื่อนไหวนี้เป็นการแสดงการแทรกสอดของคลื่นต่อเนื่องจากแหล่งกำเนิดอาพันธ์ 2
แหล่งที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน เส้นทึบที่เห็นในภาพคือจุดยอดคลื่น ส่วนเส้นบางคือท้องคลื่น

การซ้อนทับของคลื่นนั้น เมื่อเส้นหนามาตัดกับเส้นหนา หรือเส้นบางมาตัดกับเส้นบาง จะเกิด
การรวมกันแบบเสริม เรียกว่า จุดปฏิบัพ และเมื่อเส้นหนามาตัดกับเส้นบางจะเป็น
ตำแหน่งที่คลื่นหักล้างกันจนหมด เรียกว่า จุดบัพ
ลองสังเกตดูว่าการเคลื่อนที่เข้าหากันของแหล่งกำเนิดอาพันธ์ 2 แหล่งให้ผลอย่างไรบ้าง

การแทรกสอดของคลื่นวงกลม (2)


ภาพเคลื่อนไหวนี้เป็นการแสดงการแทรกสอดของคลื่นต่อเนื่องจากแหล่งกำเนิด 2 แหล่ง
ที่อยู่กับที่แต่มีความยาวคลื่นแปรเปลี่ยนไป (เปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 2 แหล่ง) เส้นทึบที่เห็น
ในภาพคือจุดยอดคลื่น ส่วนเส้นบางคือท้องคลื่น

การซ้อนทับของคลื่นนั้น เมื่อเส้นหนามาตัดกับเส้นหนา หรือเส้นบางมาตัดกับเส้นบาง จะเกิดการรวมกันแบบเสริม เรียกว่า จุดปฏิบัพ และเมื่อเส้นหนามาตัดกับเส้นบาง
จะเป็นตำแหน่งที่คลื่นหักล้างกันจนหมด เรียกว่า จุดบัพ
ลองสังเกตดูว่าการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นของแหล่งกำเนิด 2 แหล่งให้ผลอย่างไรบ้าง

คลื่นนิ่งในเส้นเชือก

คลื่นนิ่งเป็นรูปแบบของการแทรกสอดของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวนขึ้นไปในตัวกลางเดียวกัน และ
มีผลทำให้เกิดตำแหน่งบัพ (node) คงที่ (หมายถึงจุดใดที่เป็นตำแหน่งบัพก็เป็นตำแหน่งบัพอยู่
เสมอ) ส่วนจุดที่เป็นตำแหน่งปฏิบัพ (antinode) ก็เป็นตำแหน่งปฏิบัพเสมอ

ในเชือกเส้นหนึ่ง (ที่มีความยาวค่าหนึ่ง) จะเกิดคลื่นนิ่งได้หลายแบบ เราเรียกแบบของคลื่นนิ่งเหล่านี้ว่า ฮาร์มอนิก (harmonic) ความถี่ที่ต่ำที่สุดที่จะทำให้เกิดคลื่นนิ่งบนเชือกเส้นนั้นได้เราเรียกว่า ความถี่มูลฐาน หรือ ฮาร์มอนิกที่ 1 ดังภาพต่อไปนี้


ความถี่ที่สูงขึ้นเป็นลำดับถัดมาจากความถี่มูลฐานที่ทำให้เกิดคลื่นนิ่งในเส้นเชือกได้อีกเราเรียกว่า ฮาร์มอนิกที่ 2 (second harmonic) หรือ โอเวอร์โทนที่ 1 (first overtone) ดังภาพต่อไปนี้
ความถี่ที่ทำให้เกิดคลื่นนิ่งในเส้นเชือก (เส้นเดิม) ในลำดับถัดขึ้นมา


วันนี้ก็หาเรื่องจำแนกคลื่นมาในดูกันนะค่ะ ต้องขอบคุณรูปสวยๆๆจาก  google   ด้วยนะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การสลายตัวของกัมมันตรังสี เคมี


การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี.

       
        การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี  คือการที่ธาตุกัมมันตรังสีมีปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมา  จะมีเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในนิวเคลียส ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้บางครั้งจะมีธาตุใหม่เกิดขึ้น  บางครั้งไม่มีธาตุใหม่เกิดขึ้น
            การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี  แบ่งพิจารณาได้ดังนี้
            1.  เมื่อสลายตัวให้รังสีแอลฟา
                               ®     +  
                        ในการสลายตัวให้รังสีแอลฟา จะพบว่าได้ธาตุใหม่เกิดขึ้น  โดยธาตุใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีเลขมวลลดลง 4 และเลขอะตอมลดลง 2
        2.   เมื่อสลายตัวให้รังสีเบตา
                          ®    +   
                        การสลายตัวให้รังสีเบตา ก็จะพบว่ามีธาตุใหม่เกิดขึ้น  ธาตุใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีเลขมวลเท่าเดิม  แต่เลขอะตอมจะเพิ่มขึ้น 1
            3.  เมื่อสลายตัวให้รังสีแกมมา
                        *     ®       +   g
                        การสลายตัวให้รังสีแกมมาจะพบว่า  ไม่มีธาตุใหม่เกิดขึ้น  ยังได้ธาตุเดิม
แต่มีพลังงานที่ลดลง  ( ไม่มีดอกจัน   ธาตุที่มีดอกจันกำกับแสดงว่ามีพลังงานสูง).

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฟังก์ชัน , คาร์ทีเชียน คณิตศาสตร์



                                                                 ฟังก์ชัน

                       บทนิยาม     ฟังชัน คือ  ความสัมพันธ์ซึ่งในสองคู่อันดับใดๆ  ของความสัมพันธ์นั้น  ถ้ามมี

สมาชิกตัวหน้าเท่ากันแล้ว สมาชิกตัวหลัวต้องไม่ต่างกัน


                                                              ผลคูณคาร์ทีเชียน

                      บทนิยาม  ผลคูณคาร์ทีเชียนของเซต A และเซต B คือเซตของคู่อันดับ (a,b)

ทั้งหมดโดยที่ a เป็นสมาชิกของเซต A และ bเป็นสมาชิกของเซต B ด้วยค่ะ