วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาณาจักรไพโรไฟตา


                               อาณาจักไพโรไฟตา

ได้แก่ ไดโนเฟลเจลเลต เช่น คริพโทโมเนสม ไคโลโมเนส

โกนีออแลกเซอราเทียม ยิมโนโดเนียม  กลุ่มนี้มีแฟลเจลลา 2 อัน 

พบทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม บางครั้งก็ก่อปัญหา เช่น ขี้ปลาวาฬทำให้สัตว์น้ำ

เป็นอันตรายครั้งละมากๆ

                           คริสโซไฟตา

ด้แก่พวกสาหร่ายสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือสาหร่ายสีทอง
แหล่งที่พบ พบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม

ลักษณะ

1. สาหร่ายสีน้ำตาลแกมทอง ( goldenbrown algae ) มีประมาณ 16,600 สปีชีส เป็นผู้ผลิตที่มีมากที่สุดในทะเล

2. รงควัตถุที่พบในเซลล์มีรงควัตถุสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ เอ และคลอโรฟิลล์ ซี และมีรงควัตถุสีน้ำตาล คือ ฟิวโคแซนทิน (Fucoxanthin) ซึ่งมีมากที่สุดถึง 75 % ของรงควัตถุทั้งหมด และลูเทอริน (Luthein) ปริมาณมากกว่าคลอโรฟิลล์จึงทำให้มีสีน้ำตาลแกมทอง

3. มีทั้งพวกเซลล์เดียวและหลายเซลล์อยู่กันเป็นสายหรือรวมเป็นกลุ่ม

4. ผนังเซลล์มีสารพวกซิลิกา (Sillica) สะสมอยู่ประมาณ 95% ทำให้มีลวดลายสวยงามมาก ผนังเซลล์ที่มีซิลิกาเรียก ฟรุสตุล (Frustule) ฟรุสตุลประกอบด้วย ฝา 2 ฝา ครอบกันอยู่สนิทแน่น แต่ละฝาเรียกทีกา (Theca) ฝาบนเรียก อีพิทีกา (Epitheca) มีขนาดใหญ่กว่าครอบอยู่บนฝาล่างซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย เรียก โฮโปทีกา (Hypotheca)

5. อาหารสำรองภายในเซลล์คือ หยดน้ำมัน (Oil droplet) และเม็ดเล็ก ๆ ของสารประกอบคาร์โบโฮเดรตชนิดพิเศษ เรียกว่า ลิวโคซิน (Leucosin) หรือ คริโซลามินารีน (Chrysolaminarin)

6. การสืบพันธุ์มีทั้งแบบไม่อาศัยเพศโดยการแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนที่พบเสมอ ๆ ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นแบบอาศัยเพศ
ความสำคัญ มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ไดอะตอมมีสารพวกซิลิกา

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาณาจักร โพรทิสตา



                                                                อาณาจักร โพรทิสตา

                     เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถจัดเข้ากับกลุ่มใดได้ เนื่องจากมีลักษณะก้ำกึ่ง

           ระหว่างพืชและสัตว์ เซลล์แบบ ยูคารีโอต มีนิวเคลียส มีไมโทคอนเดรีย กอลจิบอดี

           อาจมีหรือไม่มีคลอโรฟิลล์  อาจมีหรือไม่มีผนังเซลล์ก็ได้       แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1. สาหร่ายเซลล์เดียว

2.ราเมือก

3.สัตว์เซลล์เดียว

        สาหร่ายเซลล์เดียวมี 3 ดิวิชัน คือ          โพโรไฟตา
       
                                                                      คริสโซไฟตา

                                                                      ยูกลีโนไฟตา

         ราเมือก  มีทั้งหมด 2 ดิวิชัน    คือ         มิกโซไมโคตา

                                                                  อะคราซิโอไมโคตา

         สัตว์เซลล์เดียว  มีทั้งหมด 3 ไฟลัม คือ   ซาร์โคแมสทิโกฟอรา

                                                                         อะพิคอมเพลกซา

                                                                          ซิลิโอฟอรา


วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาณาจักรโมเนอรา



                                                              อาณาจักรโมเนอรา

                        เป็นอาณาจักรที่ต่ำที่สุด มีเซลล์แบบโพคาริโอต ไม่มีนิวเคลียส

ไม่มีไมโทรคอนเดรีย ไม่มีเอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัม ไม่มีกอลจิบอดี

แบ่งออกเป็น 2 ดิวิชัน คือ ชิโซไฟตา และไซยาโนไฟตา


******* ชิโซไฟตา  คือพวกแบคทีเรีย

                                                        ลักษณะของสิ่งมีชีวิต

1. มีขนาดเล็ก

2. ลักษณะรูปร่าง 3 ลักษณะ



   2.1  กลม cocus

   2.2 แท่งยาว  bacillus

   2.3 เกลียว spirillum

                                                        ประโยชน์ของแบคทีเรีย

1.   ช่วยในการหมักดอง

 2.  ใช้เป็นปุ๋ย

3.   ทดสอบคุณภาพน้ำ

4. ผลิตยาปฏิชีวนะ

5.  ย่อยซากสัตว์

6. ผลิตนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต

                                                     โทษ

1. สารพิษ

2. ทำให้เกิดโรคต่างๆ

******อิโคลายในน้ำ จะทำให้ท้องเสีย********




วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อาณาจักรพืช




      อาณาจักรพืช

หลักเกณฑ์ ที่ใช้ในการพิจารณาให้อยู่ในอาณาจักรพืช

สามารถสร้างอาหารได้เอง เพราะมีคลอโรฟิลล์
เคลื่อนที่ไม่ได้ แต่เคลื่อนไหวได้ เพราะมีการดำรงชีวิต                    

แบบผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมีได้

เซลล์มีผนังเซลล์ มีการตอบสนองของสิ่งเร้าช้า

เพราะไม่มีระบบประสาท เซลล์เป็นแบบ

Eukaryotic   cell (มีเยื่อหุ้มนิวเคลียร์)

เราสามารถ จำแนกสิ่งมีชีวิตในอาณาจักร

พืชได้ 9 ดิวิชั่นค่ะ  มาติดตามดิวิชั่นแรก พรุ่งนี้นะค่ะ......



วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฎจักร



การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฎจักร




  •  การถ่ายทอดอิเล็กตรอน วิธีนี้ต้องใช้ระบบแสง 2 ระบบ คือ ระบบที่แสงที่1
และระบบแสงที่ 2

  •   การถ่ายทอดอิเล็กตรอน วิธีนี้ต้องมีการสลายตัวของโมเลกุลน้ำจึงเรียกได้อีกอย่าง
ว่า  กระบวนการโฟโตไลซิส อาจเรียกอีกชื่อว่า ปฏิกิริยา

  •   ปฎิกิริยานี้มีการสร้าง ATP และ NADPH+H+  ด้วย



วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ( สังคม )



เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลทางภูมิศาสตร์  
                 

เครื่องมือประเภทอุปกรณ์ทางภูมิศาสตร์ 
อุปกรณ์ทางภูมิศาสตร์  หมายถึง  อุปกรณ์ที่ใช้วัดหรือเก็บข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในด้านต่างๆ  เช่น  ทิศ  ระยะทาง  ความสูง  ตำแหน่งที่ตั้ง อุณหภูมิของอากาศ  และปริมาณน้ำฝน  เป็นต้น  สรุปได้ดังนี้ 

     เข็มทิศ  เป็นเครื่องมือบอกทิศอย่างง่ายๆ  โดยจะทำปฏิกิริยากับแม่เหล็กโลก และแสดงค่าค่าของมุมบนหน้าปัด  วิธีใช้เข็มทิศ คือ วางเข็มทิศในแนวระนาบ ปรับหมุนหน้าปัดให้ทิศบอกค่าบนหน้าปัดอยู่ในตำแหน่งที่หันไปทางทิศเหนือแม่เหล็กโลก 
            ต่อจากนั้นจึงนำเข็มทิศหันเข้าหาตำแหน่งที่ต้องการวัดมุม เช่น เสาธงโรงเรียน  เข็มทิศก็จะบอกให้ทราบว่าเสาธงของโรงเรียนอยู่ในทิศใด  และทำมุมกี่องศากับทิศเหนือแม่เหล็กโลก 
เครื่องมือวัดพื้นที่ (Planimeter) มีลักษณะคล้ายไม้บรรทัดทำด้วยโลหะยาวประมาณ  1 ฟุต  ใช้สำหรับวัดพื้นที่ในแผนที่  โดยเครื่องจะคำนวณให้ทราบค่าของพื้นที่และแสดงค่าบนหน้าปัด

      

     เทปวัดระยะทาง  ใช้สำหรับวัดระยะทางของพื้นที่  เมื่อลงไปสำรวจหรือเก็บข้อมูลภาคสนาม  เทปวัดระยะทางมี  3 ชนิด  ได้แก่  เทปที่ทำด้วยผ้า  เทปที่ทำด้วยโลหะ  และเทปที่ทำด้วยโซ่

     เครื่องมือย่อขยายแผนที่
  
(Pantograph)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้จัดทำแผนที่อย่างหนึ่ง  เพื่อย่อหรือขยายแผนที่ให้ได้ขนาดหรือมาตราส่วนตามที่ต้องการ  โดยทั่วไปนิยมใช้แบบโต๊ะไฟ  ซึ่งมีแท่นวางแผนที่ต้นฉบับและมีไฟส่องอยู่ใต้กระจก  ทำให้แผนที่ต้นฉบับปรากฏเป็นเงาบนกระจกอย่างชัดเจน  ทั้งนี้ผู้จัดทำแผนที่  ดังกล่าว จะต้องลอกลายเพื่อย่อหรือขยายแผนที่ด้วยมือของตนเอง 





      กล้องวัดระดับ (Telescope)   เป็นอุปกรณ์วัดระดับความสูงจากพื้นดิน  เพื่อสำรวจพื้นที่สร้างถนน  โดยจะช่วยกำหนดระดับแนวถนนได้ตามที่ต้องการ
         
     กล้องสามมิติ หรือ สเตริโอสโคป (Stereoscope) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดูรูปถ่ายทางอากาศ เพื่อพิจารณาความสูงต่ำของลักษณะภูมิประเทศในพื้นที่นั้นๆ 

เครื่องมือวัดลักษณะอากาศ
  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาทางภูมิศาสตร์อย่างหนึ่ง  มีหลายชนิดดังนี้
  เครื่องมือวัดลักษณะอากาศ 
        เทอร์โมมิเตอร์  (Thermometer)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดอุณหภูมิของอากาศ  ดยทั่วไปนิยมใช้แบบหลอดแก้วที่บรรจุปรอทหรือแอลกอฮอล์ไว้ภายใน  ค่าของอุณหภูมิมี 2  ระบบดังนี้
1         ระบบเซนเซียส   ( 0 - 100  องศา )
2         ระบบฟาเรนไฮต์   ( 32 – 212  องศา )

        บารอมิเตอร์   (Barometer)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดความกดอากาศ  มี  2  ชนิด คือ
        แบบปรอท  ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญ 2 อย่าง คือ หลอดแก้วและอ่างแก้วที่บรรจุปรอท

 

         แบบแอนิรอยด์   
(Aneroid) เป็นแบบตลับโลหะขนาดเล็ก ที่หน้าปัดมีเข็มแสดงค่าความกดอากาศไว้

   
    

        แอโรเวน (Aerovane) เป็นอุปกรณ์สำหรับวัดทิศทางและวัดความเร็วของลม  แยกตามลักษณะการใช้งานได้  2  ชนิด  ดังนี้ 
               แอนนิโมมิเตอร์  (Anemometer)   ใช้วัดความเร็วของลม

      

                 วินเวน 
(Wind  Vane)  ใช้วัดทิศทางของลม  มีลักษณะเป็นรูปไก่ หรือ ลูกศร

         

                 เครื่องวัดน้ำฝน  
(Rain Gauge)  ทำด้วยโลหะทรงกระบอกซ้อนกัน  2 ชั้น 


                    ไฮโกรมิเตอร์ (Hygrometer) ใช้วัดความชื้นของอากาศ  โดยมีเส้นผมเป็นอุปกรณ์สำคัญ  ถ้าอากาศมีความชื้นสูงจะทำให้เส้นผมยืดตัว  แต่ถ้าความชื้นน้อยเส้นผมจะหดตัว  ทั้งนี้หน้าปัดจะแสดงค่าความชื้นบนกระดาษกราฟให้เห็น 
     ไซโครมิเตอร์  (Psychometer)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดความชื้นของอากาศอีกแบบหนึ่ง ประกอบด้วย เทอร์โมมิเตอร์  2  อัน เทอร์โมมิเตอร์ปรอท  (เทอร์โมมิเตอร์ตุ้มแห้ง)  และเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ผ้ามัสลินหล่อน้ำให้เปียกอยู่ตลอดเวลา (เทอร์โมมิเตอร์ตุ้มเปียก)                                                                                                                         






วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โรคเอดส์



วันนี้เรายังอยู่ในบทชีวะกันนะค่ะ วันนี้นำเสนอเรื่องโรคเอดส์



วัคซีนโรคเอดส์ AIDE

วัคซีนกับโรคเอดส์
 
            ยาต้านไวรัสเอดส์ หรือบางคนเรียกสั้นๆ ว่า "ยาต้าน" ศัพท์ทางหมอจะเรียกกันว่า เออาร์วี (ARV) อ่านว่า เอ-อา-วี ย่อมาจาก (Antiretroviral) ก็คือยาที่ทางการหมอทั่วโลกรับรองว่าใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ได้ ซึ่งในปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์มากมาย แต่ในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงก็เฉพาะยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีใช้ในเมืองไทย ทั้งการซื้อหามาจากต่างประเทศ และองค์การเภสัชกรรม ในประเทศไทยผลิตได้เอง ทำไมถึงเรียกว่า "ยาต้าน" ก็ต้องเข้าใจก่อนว่ายังไม่มียาที่รักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ (ใจเย็นๆนะ อาจจะมีข่าวดีในไม่ช้านี้ก็ได้) เพียงแต่ยาพวกนี้สามารถเข้าไปช่วยยับยังการแพร่พันธุ์ทำให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดน้อยลงได้ และไม่ให้มันเข้าไปทำลายเซลส์เม็ดเลือดขาวของเรานั่นเอง ซึ่งยาเหล่านี้เราสามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้


 
         กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่จะเข้าไปต่อต้านไม่ให้เชื้อไวรัสเอดส์เข้าไปในเซลส์เม็ดเลือดขาว ก็เหมือนกับคนเก็บบัตรหนังบัตรลิเกบ้านเรานั่นแหละ ไม่มีบัตรก็เข้าไม่ได้ ส่วนชื่อทางการหมอก็คือ กลุ่มนิวคลีโอไซด์ อะนาล็อก รีเวอร์ส ทรานสคริบเตส อินฮิบิเตอร์ (NRTIs ย่อมาจาก Nucleoside Analog Reverse Transcriptase Inhibitors) หรือเรียกสั้นๆ ว่า กลุ่ม นิวคลีโอไซด์
         กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่คล้ายๆ กันกับกลุ่มแรก แต่จะมีกระบวนการต่อต้านที่แตกต่างกันจากกลุ่มแรก เช่นอาจจะเป็นคนเก็บตั๋วที่เข้มงวดมากขึ้น มีเด็กมาด้วยก็เก็บครึ่งหนึ่งเป็นต้น มีชื่อทางการว่า กลุ่ม น็อนนิวคลีโอไซด์ รีเวอร์ส ทรานสคริปเตส อินฮิบิเตอร์ (NNRTIs ย่อมาจาก Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors) เรียกสั้นๆ ว่า น็อนนิวคลีโอไซด์ เพิ่มคำว่า น็อนนำหน้าอีกคำเดียวเท่านั้น
          กลุ่มที่ 3 มีชื่อว่า กลุ่มโปรติเอส (Protease Inhibitors) หรือกลุ่ม พีไอ (PIs) ยากลุ่มนี้จะช่วยควบคุมจำนวนเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือถ้าเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เชื้อเอดส์มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ พิกลพิการ และไม่สามารถแพร่พันธ์ออกลูกออกหลานได้อีก (ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆ ก็คล้ายกับการกินยาคุมกำเนิด แต่คุมไม่ได้ออกมาก็อาจจะพิการได้นั่นแหละ) แต่ยากลุ่มนี้ค่อนข้างมีราคาแพงอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการลดราคายาลงมาบ้างแล้วก็ตาม
 

 
การดื้อยา 
            หลังจากที่ผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยเอดส์ ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ไประยะหนึ่งแล้ว (นานแค่ไหนก็บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการกินยาตรงตามเวลา กินยาครบทุกมื้อที่กำหนด กินยาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องหรือไม่ เพราะบางคนก็อาจจะลืมกินยา เป็นต้น) เชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นมาใหม่และเพิ่มจำนวนขึ้นมาแล้ว มันพยายามที่จะปรับตัวมันใหม่รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม (ก็พวกกลายพันธุ์ที่พูดไว้ตอนต้นนั่นแหละ) ทำให้ยาที่กินไปนั้นไม่รู้จักมัน และฆ่ามันไม่ได้ เหมือนพวกโจรผู้ร้ายที่ปลอมตัวหนีตำรวจไม่ให้จับได้ยังไงยังงั้นแหละ ดูซิว่ามันฉลาดแค่ไหน ถึงตอนนี้ก็คงรู้แล้วนะว่าทำไมเราถึงกำจัดเจ้าไวรัส วายร้ายไม่หมดซักที